2006/Aug/07

เรื่อง: นักเดินทาง ตะเกียง และแสงจันทร์
ผู้แต่ง: ตะวัน-ลยา

ฉันอาจเป็นเพียงตะเกียงดวงหนึ่ง ที่มีแสงเพียงน้อยนิด
อาจจะไม่จำเป็นเลยในบางช่วงบางขณะ
ที่พระจันทร์ทอแสงนวลกระจ่าง
เธออาจจะทิ้งฉันไว้ข้างทางก้อเป็นได้
หากเธอคิดว่าฉันไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย
ฉันจึงเปรียบตะเกียง เป็นดั่ง ตัวฉัน...
ส่วนเธอน่ะ เป็น นักเดินทางคนนึง...
ส่วนเค้าคนนั้น เป็น พระจันทร์....
นักเดินทางคนหนึ่งกับตะเกียงดวงเก่า
ตะเกียงที่ให้แสงสว่างในค่ำคืนที่มืดมิด
ตะเกียงที่ให้ความอบอุ่นได้
เมื่อนักเดินทางผู้นั้นต้องการ

ในค่ำคืนที่สายลมหนาวได้ผ่านพัดมาอีกครา
การเดินทางของนักเดินทางผู้นั้นก้อมี
ตะเกียงเป็นเพื่อนคู่ชีพ
แสงเพียงน้อยนิดที่พอจะส่องทางได้เป็นระยะๆ
ทำให้นักเดินทางผู้นั้นเริ่มไม่พอใจในสิ่งที่ เค้ามีอยู่
เมื่อเค้ามีเพื่อนร่วมทาง เพื่อนร่วมทางก็ได้กล่าวว่า
"จะใช้ตะเกียงดวงเก่านี้ไปทำไม ในเมื่อแสงจากพระจันทร์ออกจะสว่างถึงเพียงนี้"
นักเดินทางผู้นั้นคิดได้จึงทิ้งตะเกียงผู้น่าสงสารไว้ข้างทาง
หลงเชื่อคำกล่าวของเพื่อนร่วมทาง
ซึ่งเป็นเพียงแค่คนที่ผ่านมาแล้วก้อผ่านไป
ค่ำคืนนั้น เป็นคำคืนที่ยาวนานสำหรับฉัน...

...ตะเกียงผู้ถูกทอดทิ้งไว้ข้างทาง
ก้อเค้าไม่สนใจแม้แต่น้อย
กลับกัน เธอนักเดินทางที่กำลังหลงระเริง
กับแสงจากพระจันทร์
ที่ส่องแสงนวลกระจ่าง มันสวยงาม มันชวนฝัน
นักเดินทางผู้นั้นจึงเดินทางไปเรื่อยๆ เพียงลำพัง
แค่สัมภาระ ไร้ตะเกียงดวงเก่า!
เมื่อความมืดมิดแห่งค่ำคืนได้ผ่านพ้นไป
แสงจันทร์ที่เคยกระจ่างยามค่ำคืนก้อเลือนหาย

ดวงตะวันได้โผล่ขึ้นมารับอรุณบอกกับทุกคนที่อยู่ใต้ผืนฟ้าว่านี่คือ
เช้าวันใหม่ ..............
สายลมหนาว --ผ่านพัดมาเยือนอีกครา
----ผ่านพัด---เป็นลมหนาวที่เย็นยะเยือก
ตะเกียงดวงเก่าที่ถูกทอดทิ้ง
บัดนี้ นักเดินทางอีกคนได้ผ่านมาพบจึงเก็บไว้เป็นสมบัติตน
ตะเกียงจึงกลับกลายเป็น ของมีค่าอีกครั้ง
มันได้ทำหน้าที่เช่นเดิม คือ ให้แสงสว่างและ
ความอบอุ่นไปพร้อมๆ กัน

เมื่อตะวันลับฟ้าไปแล้วลำแสงสุดท้ายของวันเป็นสีส้มเป็นแสงสว่างสุดท้ายของวันนี้
ค่ำคืนได้ย่างกรายเข้ามา สายลมหนาวก้อเริ่มพัดแรงขึ้นๆ
ดวงจันทร์ที่เคยทอแสงกระจ่างกลับถูกหมอกเมฆบดบังจนสิ้น!
ราวกับจะกลั่นแกล้งนักเดินทาง
คนเก่าที่เคยเป็นเจ้าของตะเกียง
เค้าผู้นั้นไม่มีแม้แต่แสงไฟที่จะใช้ส่องทางและเช่นกัน
เค้าไม่มีแม้กระทั่งความอบอุ่น
นักเดินทางหนาวสั่นจะเดินต่อก็กลัว หลงทาง
เค้าจึงย้อนกลับไปเอาตะเกียงดวงเก่าที่ได้ทิ้งไว้เมื่อคืนก่อน

... ลมหนาวได้ผ่านพัดมา ราวกับจะทรมานนักเดินทางผู้นั้น
จนกระทั่งมาถึงจุดที่เขา ได้ทิ้งตะเกียงไว้
บัดนี้ตะเกียงดวงเก่าได้ สาปสูญไปแล้ว
เค้านึกเสียดายจับใจ
แม้จะเรียกร้องเพียงใดก้อมิได้กลับคืน
จึงทำได้แต่เพียงนอนหนาว
รอให้เมฆหมอกที่บดบังดวงจันทร์นั้นได้ผ่านเลยไป

เวลาได้ผ่าน........
เมฆหมอกได้เลือนหายไปแล้ว
แสงจันทร์ได้กลับมาสดใสอีกครา
ทำให้นักเดินทาง ผู้เหน็บหนาวอุ่นใจขึ้น
แต่ดวงจันทร์ก้ออยู่ไกลเกินไป.......

ไกลเกินที่จะทำให้นักเดินทางผู้เหน็บหนาวได้รับความอบอุ่น------------

เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า

"เรามักจะไม่รู้ว่าสิ่งที่เราครอบครองนั้นดีเพียงไรมีคุณค่ากับเราเพียงใด เราจะรู้ก็ต่อเมื่อเราได้สูญเสียสิ่งนั้นไปแล้ว"

เพราะฉะนั้นฉันจึงอยากให้ผู้ที่ใฝ่สูงทั้งหลายจงหันกลับมามองคนใกล้ตัว

การชะเง้อมันเมื่อยกว่าการก้ม....จริงไหม?

ฉันมีค่าแค่ไหน : Peacemaker

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เห็นด้วยครับ มีความหมายดีนะครับ ชอบครับ
#1  by  นายฉิม At 2006-08-07 12:03, 
อยากบอกว่า พยายามอ่านดูละแต่ยังอ่านให้จบไม่ได้เพราะเพิ่งตื่น เดี๋ยวสายตาหายเพี้ยนแล้วจะกลับมาอ่านต่อเด้อ
#2  by  โน้ต At 2006-08-07 12:37, 
หวัดดีตอนเที่ยงฮับ
หิวอ่ะ ไปกินข้าวก่อนนะ
#3  by  zui ai yanchengxu At 2006-08-07 12:40, 
ทำไมอ่านแล้วอยากไปเที่ยวทะเล แบบบรรยากาศดั้งเดิมกลางคืนใช้แสงตะเกียง
#4  by  คิดถึง At 2006-08-07 15:32, 
"เรามักจะไม่รู้ว่าสิ่งที่เราครอบครองนั้นดีเพียงไรมีคุณค่ากับเราเพียงใด
เราจะรู้ก็ต่อเมื่อเราได้สูญเสียสิ่งนั้นไปแล้ว"

ชอบข้อความนี้มาก ๆ เลย
#5  by  RE:GUMEAW The character group At 2006-08-07 16:04, 
ชอบค่ะ
#6  by  ::NamWarn:: At 2006-08-07 16:58, 
เคยเป็นทั้งนักเดินทาง เคยเป็นทั้งตะเกียง แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนสุดท้ายมันก็เจ็บปวดพอๆ กัน

นี่แหละหนาเมื่อไหร่จะจูนกันตรงซะทีนะ
#7  by  scytonema At 2006-08-07 18:00, 
เป็นข้อความที่กินใจมากเลยนะจ๊ะ

คราวนี้คนที่มีตะเกียงอยู่ในมือและกำลังจะโยนทิ้ง คงกระตุกกันบ้างล่ะ 555+++

ทิ้งไม่ลงแน่คราวนี้ อิอิ
#8  by  P.Pu At 2006-08-07 18:04, 
โดนมากๆครับ เห็นด้วยมากๆเลย
คนเราพอสิ่งที่เคยอยู่กับเรามาก่อนจนไกล้ตัวเรามากเกินไปมักไม่เห็นค่า จนสิ่งนั้นได้หายไปถึงเพิ่งเริ่มนึกขึ้นได้เอง เฮ่อออ
#9  by  ravender At 2006-08-07 18:25, 
เห็นด้วย ว่าก้มดีกว่า แหงนคอ ชะเง้อมอง เพราะมันเข็ดคอมากกว่าหนะ..

อะไรอยู่ใกล้ มักไม่เห็นค่า..พอถึงเวลาก็อยากเรียกร้องให้มันกลับมา
#10  by  ...Cheon... At 2006-08-07 21:59, 
ไฟ..กับประกายของแสงตะวันฉันจึงไม่สงสัย
เธอ...ย่อมจะโยนดวงไฟ..และคงไม่คิดกลับคืน...

นึกถึงเพลงนี้อ่ะค่ะ โพวี่...เศร้าจัง...

กัดฟันฝืนใจทน...เหตุผลเธอมี..เจ็บคราวนี้จะยอมข่มใจ...มองภาพเธอเดินหายไปจาก...สายตา...

ว่าแล้วก็..ไปหาฟังดีกั่วววว


ราตรีสวัสดิ์นะค๊า โพวี่
#11  by  Hongfha At 2006-08-07 22:18, 
อ่านแล้ว .. ออกแนวรันทด .. เหมือนถูกสะกดจิต ให้พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ .. ได้แค่ไหน เอาแค่นั้น .. อย่าพยายาม อะไรไปนู้นเลยอ่ะปอเนี่ยนะ .. คิดบ้าไรนิ ..

อารมณืเดียวกะ ให้เลือกระหว่างคนที่รักเรา กับคนที่เรารัก .. มันคงต้องขึ้นอยู่กัความต้องการของแต่ละคนด้วยมั้ง .. เฮ้อ .. เอาไรเส้าๆ มาอัพอีกละคุณโพวี่ .. งิ๋งๆ .. ..
#12  by  P O R At 2006-08-08 00:15, 
นึกถึงเพลง คนข้างล่าง ของพี่โบย โกสิฯ ..

ไปล่ะแว่บบบบบ ..
#13  by  P O R At 2006-08-08 00:16, 
เยี่ยมเลยคะ
#14  by  ๏~ G♥J ~๏ At 2006-08-08 10:23, 
ชอบสองพารากราฟสุดท้ายค่ะ ชอบมั่กๆ ขอยืมไปใส่ในบลอคด้วยได้มั้ย
#17  by  Bua'Rx At 2006-08-08 21:07, 
อ่านแล้วซึ้งจัง ใช่แล้วค่ะ บางทีใกล้ๆตัวเรากลับไม่เห็นคุณค่า ขอบคุณพระเจ้าที่มี่ไม่ได้เป็นแบบนั้น ยังคงเห็นคุณค่ากันเสมอ
#18  by  aMy ^^ At 2006-08-08 23:20, 
ฉันมีค่าแค่ไหน

ตอนนี้รู้สึกว่า ... ตัวเองไม่ค่อยเหลือค่าเท่าไหร่เลย - -"
#19  by  *.:✿~ Nu~Ning ~✿:.* At 2006-08-08 23:54, 
เหอะ ๆ มีตะเกียงสัก 8 อันได้ไหมอะจะได้อบอุ่นดี
#20  by  @มะแหม๋ว@ At 2006-08-08 23:56, 
เท่ชมัด แปะเอ็มไว้แบบนี้
เจ๋งดี
แต่อยากได้หมาตัวนั้น !
#21  by  ปอม-ปิงๆ At 2006-08-09 13:25, 
กว่าจารุว่าสำคัน

มานก้สายเกินปาย
#22  by  Reveal At 2006-08-09 15:34, 
แหม...บะแหม๋ว


หน้ามึดมากล่ะสิ...จะล่อซะตั้ง8อัน


#23  by  pOvY At 2006-08-09 19:31, 
กว่าจะรู้ค่า ก็ต่อเมื่อเสียมันไป
ชอบค่ะ โดน!!
#24  by  *hey-ha* At 2006-08-09 19:44, 
ดีจัง
ขอบคุณที่หามาให้อ่านกันค่ะ
#25  by  .-+^melody^+-. At 2006-08-09 21:59, 
5555+ อ้วนๆ กลมๆๆ เปงมู๋ 555+
#26  by  Reveal At 2006-08-09 23:20, 

เดวมานั่งซึ้งต่อน่ะค่ะ
#27  by   At 2007-09-21 15:16, 

<< Home